Information
55 hits 05 กันยายน 2562 สรุปองค์ความรู้จากประชุม/อบรม/สัมมนา

สรุปการประชุมวิชาการ : เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อการเรียนรู้เป้าหมายที่ยั่งยืน

Information

การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อการเรียนรู้เป้าหมายที่ยั่งยืน
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561
ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ ดร.ประสาท หลักศิลา ชั้น 2 อาคารคณะสังคมศาสตร์
วิทยากรโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
(กพย.)

         การประชุมวิชาการ เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อการเรียนรู้เป้าหมายที่ยั่งยืน ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดขึ้นเพื่อเป้าหมายความเข้าใจในเชิงลึกเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งเป็นกรอบทิศทาง การพัฒนาของโลกภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 ที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กําหนดเพื่อให้ประเทศต่างๆ นําไปปฏิบัติให้บรรลุผลสําเร็จ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการดำเนินยุทธศาสตร์ของคณะสังคมศาสตร์ให้ความสำคัญและเน้นการทำงานเพื่อการขับเคลื่อนตามปรัชญา สังคมศาสตร์เพื่อสังคม พร้อมทั้งสร้างความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของคณะในเรื่องของเป้าหมายที่ยั่งยืน ได้แก่ ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ความมั่นคง (Security) และสิ่งแวดล้อม (Environment) ความคาดหวังในการดำเนินการของคณะสังคมศาสตร์ควรที่จะมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่ให้ความสำคัญทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหลักสูตร งานวิจัยต่าง ๆ

         เนื้อหาของการประชุมครั้งนี้ที่จัดขึ้นโดยให้ความสำคัญสำหรับการปรับแนวคิด และวิถีพัฒนา ความเป็นมาที่องค์การสหประชาชาติผลักดันให้เกิดเป้าหมายที่ยั่งยืน อันเนื่องมาจากการเห็นพ้องร่วมกันว่าสำหรับประเทศไทยเองถือว่ามีการตอบสนองต่อเป้าหมายที่ยั่งยืน มีประสบการณ์ภายในภาครัฐและภายนอกภาครัฐ จากกรอบของเป้าหมายที่ยั่งยืนตามข้อกำหนดขององค์กรสหประชาชาติ มีทั้งหมด 17 กรอบเป้าหมาย โดยพัฒนาการของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development: SD) มีการเปลี่ยนแปลงมาจากสิ่งต่อไปนี้ คือ

1. การประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ในปี ค.ศ.1992 เกิดแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เกิดการยอมรับในระดับประชาคมโลก ถึงความสำคัญในแง่ของสิทธิและความรับผิดชอบในการพัฒนาเพื่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน

2. การเกิดองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็นผลจากโลกาภิวัฒน์ ที่ส่งผลในเรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area: FTA) และการเงินขึ้นทำให้เกิดคำว่าไร้พรมแดนทางการค้า ในทางบวกทำให้เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประเทศกำลังพัฒนา ช่วยลดความยากจน ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และเกิดแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความเป็นประชาคมโลกเกิดขึ้น จึงเชื่อมโยงไปสู่ผลในเชิงลบ คือ เกิดความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบกลุ่มมีอิทธิพล หรืออำนาจเหนือกว่า ส่งผลต่อวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น และสิ่งสำคัญคือทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น

3. การเกิดวิกฤตต่อเนื่อง (Multiple Crisis) ช่วง ค.ศ.2007-2008 ที่ถือเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และการเงิน ส่งผลต่อประเด็นพลังงาน เกิดสภาวะราคาน้ำมันแพงทำให้ราคาอาหาร วัตถุดิบต่างๆ สูงขึ้น เพราะเกิดจากต้นทุนการผลิต การขนส่งที่ต้องปรับราคาขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามองว่าการเกิดแนวนโยบายการค้าแบบเสรี (Liberal Trade Policy) เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤต และส่งผลต่อการไม่เท่าเทียมระหว่างกัน

4. การเกิดแนวคิดระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นแนวคิดที่ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในระดับโลก วิกฤตการเงิน ค.ศ.2008 และการเกิดผลพวงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ทำให้เศรษฐกิจสีเขียวดูจะเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้การประชุม Rio+20 (United Nations Conference on Sustainable Development: UNCSD) เมื่อ ค.ศ.2012 เศรษฐกิจสีเขียวจึงถูกยกให้เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในเวทีเจรจาระหว่างรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดระบบเศรษฐกิจสีเขียวถูกนำมาเป็นข้อถกเถียงอาจเป็นกลลวงในเรื่องของการกีดกันทางการในระบบการค้าตลาดเสรีที่ประเทศพัฒนาแล้วนำมาเป็นกลไกในการกีดกันกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

          จากประเด็นข้อที่ 1- 4 ทำให้องค์การสหประชาชาติต้องออกแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อคลายความเคลือบแคลงใจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่มีมุมมองต่อการเกิดระบบการค้าแบบเสรี แต่สิทธิยังตกแก่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และใช้กลไกต่างๆ มากีดกัน เช่น แนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบสีเขียว ดังนั้น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขเพื่อบริบทของประเทศที่แตกต่าง เพื่อปัญหาของประเทศที่แตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ นับจาก ค.ศ.2012 ในการประชุมการประชุม Rio+20 มีการประชุมเตรียมการเพื่อจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจัดให้มีการทำ Open Working Group เพื่อจัดเตรียมข้อเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติ พร้อมทั้งจัดทำ High Level Forum เพื่อให้ทิศทางและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (Goals) 169 เป้าประสงค์ (Targets) 241 ตัวชี้วัด (Indicators) จนนำไปสู่การดำเนินการเมื่อ ค.ศ.2015 โดยมี 5 ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน (5 P) องค์ประกอบ คือ

  1. โลก (Planet) : ดูแลโลก ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศต่าง ๆ เพื่อความยั่งยืน
  2. ประชาชน (People) : ขจัดปัญหาความยากจน ความหิวโหย รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางคม
  3. ความมั่งคั่ง (Prosperity) : ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
  4. สันติภาพ (Peace) : การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  5. หุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership) : ร่วมมือและดำเนินการตามวาระ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก

logo 18sdgs

         ป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน มีลักษณะสำคัญ คือ การพัฒนาที่ครอบคลุม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน (Inclusive Development) จะไม่ได้มีเป้าหมายที่มุ่งเน้นช่วยเหลือประเทศยากจน แต่จะเป็นเป้าหมายสำหรับทุกประเทศเพื่อการบรรลุสู่โลกที่มีความยั่งยืน (Universal Development) และเน้นการพัฒนาแบบบูรณาการ ที่ทำควบคู่ในมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม (Integrated Development) เหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแนวทางที่เรียกว่าเป็น “เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน”

         ประเทศไทยและการดำเนินการเชื่อมโยงสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เห็นจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 65 ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว...” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยนำประเด็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมาสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดแนวทางการพัฒนา ตามหลักของเป้าหมาย เป้าประสงค์และสอดคล้องกับตัวชี้วัดดังกล่าว รวมถึงให้ความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) และศาสตร์ของพระราชามาเชื่อมโยง ในลักษณะระดับแนวคิด ระดับยุทธศาสตร์ และระดับแผน

2 6

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับแผนของเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ “พอเพียงเพื่อยั่งยืน” โดยศาสตร์ของพระราชาถือมีความสอดคล้องกับ 5 ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน

  1. การพัฒนาคน ขจัดความยากจน สอดคล้องกับปัจจัย ประชาชน (People)
  2. ดิน น้ำ ป่า ทะเล สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับปัจจัย โลก (Planet)
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับปัจจัย ความมั่งคั่ง (Prosperity)
  4. สันติภาพ และความยุติธรรม สอดคล้องกับปัจจัย สันติภาพ (Peace)
  5. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สอดคล้องกับปัจจัย หุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership)

         ในส่วนท้ายวิทยากรได้ตั้งข้อคิดถึงความท้าทายของประเทศไทยที่มีต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ สภาวะของประเทศไทยเป็นสังคมแบบเกษตรกรรม และเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ส่งผลต่อการมีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม การเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาที่คงอยู่ อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างเรื่องการไม่มีระบบงบประมาณเฉพาะที่รองรับขับเคลื่อน หรือการมีเป้าประสงค์ที่กว้างแต่ตัวชี้วัดแคบ และจำกัด ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินการนอกจากเชิงยุทธศาสตร์ และนโยบาย คือสร้างความร่วมมือ การสร้างพลังขับเคลื่อนจากภาคีพัฒนา (Partnership) รวมถึงน้อมนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและคัดกรองกิจกรรม โครงการ แผนงานของหน่วยงานในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า กระบวนการการดำเนินโครงการจะเป็นไปตามหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืนบรรลุตามผลลัพธ์ (Outcome) ที่ควรจะเป็น

         นอกจากนี้แล้วเป็นโอกาสอันดีที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญและเน้นการทำงานเพื่อการขับเคลื่อนตามปรัชญา สังคมศาสตร์เพื่อสังคม เน้นการสร้างความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของคณะในเรื่องของเป้าหมายที่ยั่งยืน ในฐานะของหน่วยงานการศึกษา วิจัย ที่สามารถช่วยส่งเสริมการปลูกฝังสิ่งรอบตัวอย่างเป็นธรรม และรวมสร้างวิถีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติ

Attachments:
FileDescriptionFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (knowledge_file002.pdf)ดาวน์โหลดเอกสาร 643 kB02019-09-07 07:23