บรรยายพิเศษ “การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับขี่พาหนะขณะมึนเมา: กรณีศึกษาเบลเยียม”
โดย ฯพณฯ ท่าน เอกอัครราชทูตเบลเยียม ประจำประเทศไทย
วันที่ 8 พฤษภาคม 2562
ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารวิจัยและการศึกษาต่อเนื่อง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


         คณะสังคมศาสตร์ มูลนิธิเมาไม่ขับ และชมรมเมาไม่ขับ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ท่าน เอกอัครราชทูตเบลเยียม H.E. Mr. Philippe Kridelka ประจำประเทศไทย บรรยายพิเศษ “การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน จากการขับขี่พาหนะขณะมึนเมา: กรณีศึกษาเบลเยียม” ที่ให้ความสำคัญกับนิสิตที่เป็นกลุ่มเป้าหมายไม่เพียงแต่ผู้ที่ใช้รถยนต์เท่านั้น แต่เป็นนิสิตที่มีโอกาสใช้ถนน ไม่ว่าจะเดินเท้า ข้ามถนน หรือโดยสารรถประจำทาง และนิสิตที่มีโอกาสที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเมาแล้วขับ ได้รับรู้ เกี่ยวข้อง และตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวนิสิตกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 

         กรณีศึกษาของประเทศเบลเยียม จากมุมมองของ เอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทย ทำการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะแนวทางในการดูแลความปลอดภัยทางถนน การให้ความสำคัญการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนน การบังคับใช้กฎหมาย การปรับปรุงสภาพถนนและภูมิทัศน์ และการตอบสนองหลังเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทาง การสร้างความปลอดภัยทางถนนที่สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Attachments:
FileDescriptionFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (knowledge_file004.pdf)ดาวน์โหลดเอกสาร 268 kB02019-09-07 08:18

เสวนา “มุมมองทางการเมืองต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม”
วันพุธที่ 16 มกราคม 2562
ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


 

         การจัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “มุมมองทางการเมืองต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ที่เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้แทนจาก 10 พรรคการเมือง มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

         เนื่องด้วยการเลือกตั้งทั่วไปใกล้จะมาถึง และพรรคการเมืองยังคงเป็นกลไกสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของสังคมภายหลังการเลือกตั้งโดยเฉพาะบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยที่มีปัญหามาช้านาน

         คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงกำหนดจัดงานเสวนาดังกล่าวเพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิต บุคลากรของมหาวิทยาลัย และ บุคคลภายนอกได้รับฟังและสะท้อนมุมมองต่อข้อกังวลรวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย

         ปัญหาที่นำมาพูดถึง เป็นประเด็นสำคัญสำหรับสังคมและทุกภาคส่วน อย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สังคมและด้านอื่น ๆ ความสำคัญในหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ทุกฝ่ายมอง คือ การเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อสร้างแนวทางที่เป็นประโยชน์ สร้างความเปลี่ยนแปลง กระตุ้นการเกิดสำนึกในการแก้ไขปัญหา

         ในระหว่างการเสวนา เนื้อหาและประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การแก้ไขใช้มาตรการเฉพาะหน้าไม่เพียงพอ ต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ในระบบเศรษฐกิจ และทุนนิยม ปัญหาของเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับหลายอาชีพงาน ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดการผูกขาด การตัดตอน ธุรกิจหลายอย่างที่มีการผูกขาดเป็นเวลานาน การที่บุคคลมีการผูกขาดส่วนหนึ่งเกิดจากอำนาจหยิบยื่นให้ การเกิดสัมปทานและความสัมพันธ์ที่มีต่อรัฐ

         ดังนั้น สำหรับความสำคัญที่ทุกฝ่ายควรจะสร้างให้กับสังคม คือ ด้านการศึกษาจำเป็นต้องสร้างโอกาสในการเรียน การมีสวัสดิการที่ดี ด้านการรักษาโรคในการรักษาขั้นพื้นฐานต้องมีอย่างเพียงพอ การเมืองต้องกระจายสู่ประชาชน ลดอำนาจรัฐเพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สะสม

Attachments:
FileDescriptionFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (knowledge_file003.pdf)ดาวน์โหลดเอกสาร 511 kB02019-09-07 07:48

“ สังคมศาสตร์ ศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ”
โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี
วันที่ 11 กันยายน 2561
ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี บรรยายพิเศษแก่ผู้บริหารและบุคลากรคณะสังคมศาสตร์ ในหัวข้อ “สังคมศาสตร์ ศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล” ได้กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์กับทิศทางเพื่อสังคมไว้ว่า ในปัจจุบันเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้ศาสตร์ทางสังคมศาสตร์นั้นลดลงด้วยเหตุผลที่ว่า ความก้าวหน้าส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความไม่สมดุลเกิดขึ้นในสังคม เกิดภาวะการว่างงานที่สูงขึ้น แม้ว่าการค้าเศรษฐกิจจะเป็นไปในรูปแบบเสรีมากขึ้น หรือเกิดความเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในประเทศที่ก้าวหน้าอย่างสหรัฐอเมริกา มีรายงานหรือบทความที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม เหล่านี้ทำให้สังคมอยู่ในภาวะที่ขาดสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติระหว่างความสัมพันธ์ของ คนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม ที่ขณะนี้เกิดวิกฤติเกิดขึ้นเป็นการแตกสลายของสังคม (Social disintegration)

         นิยามของสังคมศาสตร์ว่าถือเป็นศาสตร์ที่มีองค์ประกอบที่หลากหลายที่เป็นองค์รวม เป็นศาสตร์ที่อยู่ร่วมกัน ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญ และการบูรณาการศาสตร์เหล่านั้น มีการเปรียบเปรยว่าประหนึ่งร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซล และเซลมะเร็งคือการสูญสำนึกขององค์รวมคือเซลเนื้อเยื่อปกติจึงทำให้เสียสมดุลเพราะมีการสูญสลายและแยกออก จึงมองได้ว่าการไม่บูรณาการ การแยกส่วนส่งผลต่อการเสียสมดุลเหมือนการเกิดเซลมะเร็ง เชื่อมโยงกับการศึกษาการคิดแยกส่วนในสังคมที่ซับซ้อน (Complex system) และท่านยังมองว่าการมองสังคมศาสตร์ตามแบบพุทธศาสนา ที่แนะนำว่ามองประสบการณ์เป็นที่ตั้งแล้วค่อยหาคำตอบมาอธิบาย มองผลที่เกิดขึ้นแล้วมาอธิบาย ย่อมทำให้เกิดความคิดที่เป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้ จะช่วยให้เห็นความจริงเชิงประจักษ์มากกว่ามองจากทฤษฏีหรือความคิดเองมาอธิบาย ที่เรียกว่า “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง” (Interactive Learning through Action) ที่เป็นกลไกการบูรณาการแทนการคิดแบบแยกส่วน ที่นำไปสู่คำว่า “สังคมศาสตร์บูรณาการ” เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล

         การเป็นสังคมศาสตร์บูรณาการกับการหยิบยกบทบาทของมหาวิทยาลัยตามที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้โดยสรุป บทบาทของ 1 มหาวิทยาลัยในพื้นที่ 1 จังหวัด มาร่วมกันปฏิบัติ เรียนรู้กับชุมชนจนนำไปสู่การสังเคราะห์ประสบการณ์จากสถานการณ์จริง และความสำคัญของมหาวิทยาลัยคือมีจุดเด่นในความเป็นกลางมากกว่าหน่วยงานอื่น การช่วยสังคมสามารถที่จะลงไปลงมือปฏิบัติ เรียนรู้ระหว่างกัน ระหว่างสังคม ชุมชน นิสิต บุคลากรต่างๆ ใช้วิจัยเป็นเครื่องมือ สร้างแผนที่ศักยภาพมนุษย์ (Human Mapping) ให้รู้จักคุณค่าของคน มาช่วยสังเคราะห์เรื่องสาธารณะเพื่อการแสดงออกของพลังประชาชน (People Power) ทำให้เกิดคำว่าสันติสมดุลขึ้น ตามคำสำคัญที่ว่า “ความคิดที่ก่อเกิดวาทกรรมจะนำไปสู่ความสุดโต่งและโหดร้าย แต่ความคิดที่ก่อเกิดการเรียนรู้จะนำไปสู่ประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริง”

Attachments:
FileDescriptionFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (knowledge_file001.pdf)ดาวน์โหลดเอกสาร 300 kB02019-09-07 07:31

การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อการเรียนรู้เป้าหมายที่ยั่งยืน
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561
ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ ดร.ประสาท หลักศิลา ชั้น 2 อาคารคณะสังคมศาสตร์
วิทยากรโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
(กพย.)

         การประชุมวิชาการ เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อการเรียนรู้เป้าหมายที่ยั่งยืน ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดขึ้นเพื่อเป้าหมายความเข้าใจในเชิงลึกเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งเป็นกรอบทิศทาง การพัฒนาของโลกภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 ที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กําหนดเพื่อให้ประเทศต่างๆ นําไปปฏิบัติให้บรรลุผลสําเร็จ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการดำเนินยุทธศาสตร์ของคณะสังคมศาสตร์ให้ความสำคัญและเน้นการทำงานเพื่อการขับเคลื่อนตามปรัชญา สังคมศาสตร์เพื่อสังคม พร้อมทั้งสร้างความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของคณะในเรื่องของเป้าหมายที่ยั่งยืน ได้แก่ ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ความมั่นคง (Security) และสิ่งแวดล้อม (Environment) ความคาดหวังในการดำเนินการของคณะสังคมศาสตร์ควรที่จะมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่ให้ความสำคัญทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหลักสูตร งานวิจัยต่าง ๆ

         เนื้อหาของการประชุมครั้งนี้ที่จัดขึ้นโดยให้ความสำคัญสำหรับการปรับแนวคิด และวิถีพัฒนา ความเป็นมาที่องค์การสหประชาชาติผลักดันให้เกิดเป้าหมายที่ยั่งยืน อันเนื่องมาจากการเห็นพ้องร่วมกันว่าสำหรับประเทศไทยเองถือว่ามีการตอบสนองต่อเป้าหมายที่ยั่งยืน มีประสบการณ์ภายในภาครัฐและภายนอกภาครัฐ จากกรอบของเป้าหมายที่ยั่งยืนตามข้อกำหนดขององค์กรสหประชาชาติ มีทั้งหมด 17 กรอบเป้าหมาย โดยพัฒนาการของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development: SD) มีการเปลี่ยนแปลงมาจากสิ่งต่อไปนี้ คือ

1. การประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ในปี ค.ศ.1992 เกิดแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เกิดการยอมรับในระดับประชาคมโลก ถึงความสำคัญในแง่ของสิทธิและความรับผิดชอบในการพัฒนาเพื่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน

2. การเกิดองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็นผลจากโลกาภิวัฒน์ ที่ส่งผลในเรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area: FTA) และการเงินขึ้นทำให้เกิดคำว่าไร้พรมแดนทางการค้า ในทางบวกทำให้เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประเทศกำลังพัฒนา ช่วยลดความยากจน ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และเกิดแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความเป็นประชาคมโลกเกิดขึ้น จึงเชื่อมโยงไปสู่ผลในเชิงลบ คือ เกิดความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบกลุ่มมีอิทธิพล หรืออำนาจเหนือกว่า ส่งผลต่อวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น และสิ่งสำคัญคือทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น

3. การเกิดวิกฤตต่อเนื่อง (Multiple Crisis) ช่วง ค.ศ.2007-2008 ที่ถือเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และการเงิน ส่งผลต่อประเด็นพลังงาน เกิดสภาวะราคาน้ำมันแพงทำให้ราคาอาหาร วัตถุดิบต่างๆ สูงขึ้น เพราะเกิดจากต้นทุนการผลิต การขนส่งที่ต้องปรับราคาขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามองว่าการเกิดแนวนโยบายการค้าแบบเสรี (Liberal Trade Policy) เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤต และส่งผลต่อการไม่เท่าเทียมระหว่างกัน

4. การเกิดแนวคิดระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นแนวคิดที่ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในระดับโลก วิกฤตการเงิน ค.ศ.2008 และการเกิดผลพวงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ทำให้เศรษฐกิจสีเขียวดูจะเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้การประชุม Rio+20 (United Nations Conference on Sustainable Development: UNCSD) เมื่อ ค.ศ.2012 เศรษฐกิจสีเขียวจึงถูกยกให้เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในเวทีเจรจาระหว่างรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดระบบเศรษฐกิจสีเขียวถูกนำมาเป็นข้อถกเถียงอาจเป็นกลลวงในเรื่องของการกีดกันทางการในระบบการค้าตลาดเสรีที่ประเทศพัฒนาแล้วนำมาเป็นกลไกในการกีดกันกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

          จากประเด็นข้อที่ 1- 4 ทำให้องค์การสหประชาชาติต้องออกแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อคลายความเคลือบแคลงใจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่มีมุมมองต่อการเกิดระบบการค้าแบบเสรี แต่สิทธิยังตกแก่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และใช้กลไกต่างๆ มากีดกัน เช่น แนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบสีเขียว ดังนั้น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขเพื่อบริบทของประเทศที่แตกต่าง เพื่อปัญหาของประเทศที่แตกต่าง แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ นับจาก ค.ศ.2012 ในการประชุมการประชุม Rio+20 มีการประชุมเตรียมการเพื่อจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจัดให้มีการทำ Open Working Group เพื่อจัดเตรียมข้อเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติ พร้อมทั้งจัดทำ High Level Forum เพื่อให้ทิศทางและข้อเสนอแนะต่อการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (Goals) 169 เป้าประสงค์ (Targets) 241 ตัวชี้วัด (Indicators) จนนำไปสู่การดำเนินการเมื่อ ค.ศ.2015 โดยมี 5 ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน (5 P) องค์ประกอบ คือ

  1. โลก (Planet) : ดูแลโลก ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศต่าง ๆ เพื่อความยั่งยืน
  2. ประชาชน (People) : ขจัดปัญหาความยากจน ความหิวโหย รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางคม
  3. ความมั่งคั่ง (Prosperity) : ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
  4. สันติภาพ (Peace) : การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  5. หุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership) : ร่วมมือและดำเนินการตามวาระ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก

logo 18sdgs

         ป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน มีลักษณะสำคัญ คือ การพัฒนาที่ครอบคลุม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน (Inclusive Development) จะไม่ได้มีเป้าหมายที่มุ่งเน้นช่วยเหลือประเทศยากจน แต่จะเป็นเป้าหมายสำหรับทุกประเทศเพื่อการบรรลุสู่โลกที่มีความยั่งยืน (Universal Development) และเน้นการพัฒนาแบบบูรณาการ ที่ทำควบคู่ในมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม (Integrated Development) เหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแนวทางที่เรียกว่าเป็น “เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน”

         ประเทศไทยและการดำเนินการเชื่อมโยงสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เห็นจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 65 ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว...” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยนำประเด็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมาสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดแนวทางการพัฒนา ตามหลักของเป้าหมาย เป้าประสงค์และสอดคล้องกับตัวชี้วัดดังกล่าว รวมถึงให้ความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) และศาสตร์ของพระราชามาเชื่อมโยง ในลักษณะระดับแนวคิด ระดับยุทธศาสตร์ และระดับแผน

2 6

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับแผนของเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ “พอเพียงเพื่อยั่งยืน” โดยศาสตร์ของพระราชาถือมีความสอดคล้องกับ 5 ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน

  1. การพัฒนาคน ขจัดความยากจน สอดคล้องกับปัจจัย ประชาชน (People)
  2. ดิน น้ำ ป่า ทะเล สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับปัจจัย โลก (Planet)
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับปัจจัย ความมั่งคั่ง (Prosperity)
  4. สันติภาพ และความยุติธรรม สอดคล้องกับปัจจัย สันติภาพ (Peace)
  5. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สอดคล้องกับปัจจัย หุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership)

         ในส่วนท้ายวิทยากรได้ตั้งข้อคิดถึงความท้าทายของประเทศไทยที่มีต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ สภาวะของประเทศไทยเป็นสังคมแบบเกษตรกรรม และเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ส่งผลต่อการมีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม การเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาที่คงอยู่ อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างเรื่องการไม่มีระบบงบประมาณเฉพาะที่รองรับขับเคลื่อน หรือการมีเป้าประสงค์ที่กว้างแต่ตัวชี้วัดแคบ และจำกัด ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินการนอกจากเชิงยุทธศาสตร์ และนโยบาย คือสร้างความร่วมมือ การสร้างพลังขับเคลื่อนจากภาคีพัฒนา (Partnership) รวมถึงน้อมนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและคัดกรองกิจกรรม โครงการ แผนงานของหน่วยงานในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า กระบวนการการดำเนินโครงการจะเป็นไปตามหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืนบรรลุตามผลลัพธ์ (Outcome) ที่ควรจะเป็น

         นอกจากนี้แล้วเป็นโอกาสอันดีที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญและเน้นการทำงานเพื่อการขับเคลื่อนตามปรัชญา สังคมศาสตร์เพื่อสังคม เน้นการสร้างความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของคณะในเรื่องของเป้าหมายที่ยั่งยืน ในฐานะของหน่วยงานการศึกษา วิจัย ที่สามารถช่วยส่งเสริมการปลูกฝังสิ่งรอบตัวอย่างเป็นธรรม และรวมสร้างวิถีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติ

Attachments:
FileDescriptionFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (knowledge_file002.pdf)ดาวน์โหลดเอกสาร 643 kB02019-09-07 07:23